ประวัติศาสตร์อีสาน - ล้านช้าง

ประวัติศาสตร์อีสาน - ล้านช้าง

                การนำเสนอภูมิหลังประวัติศาสตร์อีสาน - ล้านช้าง แบ่งเป็น ๓ ส่วน คือ
                                                ๑.ประวัติศาสตร์อีสาน
                                                ๒.ประวัติศาสตร์ล้านช้าง
                                               
๓.ประวัติศาสตร์อีสาน - ล้านช้าง

 ประวัติศาสตร์อีสาน

                ดินแดนอีสานเป็นพื้นที่ ๆ มีการพบแหล่งโบราณคดีทั้งก่อนประวัติศาสตร์และสมัยประวัติศาสตร์จำนวนมาก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอีสานเป็นดินแดนที่มีผู้คนอยู่อาศัยมาตั้งแต่อดีต ชุมชนต่าง ๆ ได้มีพัฒนาการต่อเนื่องจนเกิดเป็นรัฐ โดยมีแหล่งชุมชนโบราณจำนวนมากกระจายอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำชีและลุ่มแม่น้ำมูล โดยแบ่งเป็นกลุ่มวัฒนธรรมทวารวดีซึ่งนิยมทำคูน้ำคันดินเป็นวงรีหรือวงกลมรอบเมือง นิยมตั้งเมืองใกล้แหล่งน้ำเพื่อสะดวกในการชักน้ำเข้ามาเก็บในคูเมือง  และกลุ่มวัฒนธรรมขอม ที่ผังเมืองมักจะเป็นรูปสี่เหลี่ยม มีการขุดบารายไว้เป็นแหล่งน้ำในเมือง

                จากหลักฐานที่ปรากฏแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของวัฒนธรรมทวารวดีที่แพร่ขยายครอบคลุมดินแดนอีสานในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๔ หลังจากนั้นอาณาจักรขอมได้ขยายอิทธิพลเข้ามาสู่ดินแดนอีสาน โดยมีอิทธิพลสูงมากในระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๘

                อย่างไรก็ตาม เมื่อสิ้นรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ (พ.ศ.๑๗๖๑) อิทธิพลของขอมในแผ่นดินอีสานเริ่มเสื่อมลง และเป็นการเริ่มยุคอิทธิพลของอาณาจักรล้านช้างในรัชสมัยพระเจ้าฟ้างุ้ม(พ.ศ. ๑๘๙๖-๑๙๑๖ ) ที่ก่อตัวเข้มแข็งขึ้นในลุ่มแม่น้ำโขงได้แผ่ขยายเข้ามาในดินแดนอีสาน  ครอบคลุมอาณาเขต ๒ ฝั่งลุ่มแม่น้ำโขง ชุมชนโบราณขนาดใหญ่เริ่มเปลี่ยนเป็นชุมชนขนาดเล็ก และรับอิทธิพลแบบของล้านช้าง 

                งานของสิลา วีระวงส์ กล่าวว่า หัวเมืองภาคอีสานของไทยนับตั้งแต่หนองหานลงไปจนถึงเมืองร้อยเอ็ด แต่ก่อนอยู่ใต้อิทธิพลของอาณาจักรขอมทั้งหมด ต่อมาได้ตกเป็นเมืองขึ้นของสุโขทัยในสมัยพ่อขุนรามคำแหงในปี พ.ศ.๑๘๒๗ เมื่อถึงสมัยพระเจ้าอู่ทองสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นในปี พ.ศ.๑๘๙๓ แขวงเมืองร้อยเอ็ดได้ตกอยู่ปกครองของอยุธยา  ดังนั้น  พระเจ้าฟ้างุ้มจึงยกทัพลงไปตีเอาเมืองร้อยเอ็ดและเมืองอื่น ๆ อีกหลายเมือง เช่น เมืองพระศาสตร์ เมืองพระสะเขียน เมืองพระลิง เมืองพระนารายณ์ เมืองพระนาเทียน เมือง เซขะมาด เมืองสะพังสี่แจ เมืองโพนผิงแดด

                เมืออาณาจักรอยุธยาและอาณาจักรล้านช้างขยายอิทธิพลทางการเมืองเข้ามาในดินแดนอีสาน ทั้งสองอาณาจักรจึงประนีประนอมปักปันเขตแดนในสมัยพระเจ้าอู่ทอง โดยอาณาจักรล้านช้างทำการปกครองตั้งแต่ "ดงสามเส้า" หรือ "ดงพระยาไฟ" ไปจนถึงภูพระยาพ่อและแดนเมืองนครไทย  และรวมก่อตัวเป็นอารยธรรมลุ่มน้ำโขง ถือได้ว่าเป็นการเริ่มต้นประวัติศาสตร์อีสาน - ล้านช้าง

 

ประวัติศาสตร์ล้านช้าง

                การเริ่มต้นประวัติศาสตร์ล้านช้าง จากหลักฐานเอกสารโบราณและวรรณกรรมมุขปาฐะต่าง ๆ ล้วนอบอวนไปด้วนกลิ่นอายของนิทาน ตำนานต่าง ๆ  ทั้งที่ถูกถ่ายทอดไว้ด้วยเรื่องเล่ามุขปาฐะ และที่บันทึกไว้ในเอกสารโบราณ เช่น คัมภีร์ใบลาน จารึก ใบจุ้ม เป็นต้น  เช่น ท้าวฮุ่ง-ท้าวเจือง  พื้นขุนบรม  เรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้เมื่อเราถอดรหัสทางวัฒนธรรมจะเห็นถึงพัฒนาการทางสังคมการเมืองการปกครองของชุมชนลุ่มน้ำโขง  ทำให้เราทราบว่าพัฒนาการทางการเมืองของดินแดนอีสานล้านช้างเริ่มต้นด้วยกลุ่มชนเผ่าแล้วคลี่คลายเป็นอาณาจักรล้านช้าง  เช่น พื้นขุนบรม  กล่าวว่า ขุนบรมราชาธิราช(จีนเรียกว่า พีล้อโก๊ะ)เป็นกษัตริย์ครองนครหนองแส (จีนเรียกว่า ต้าลีฟู)  โดยสร้างเมืองอยู่ที่เมืองนาน้อยอ้อยหนูเรียกว่า เมืองแถน และสร้างเมืองต้าหออีกแห่งหนึ่งอยู่ทางเหนือนครหนองแส ๔๐ ลี้ ต่อมาขุนบรมได้ส่งพระราชโอรสทั้ง ๗ องค์ออกไปสร้างบ้านเมืองต่าง ๆ ในดินแดนอุษาคเนย์  พื้นขุนบรมนี้จึงมีอิทธิพลต่อความเชื่อของกลุ่มชนล้านช้างมาก  ขุนบรมได้รับยกย่องให้เป็นบรรพบุรุษของกลุ่มชาติพันธุ์ไท (Tai)  โอรสทั้ง ๗ ได้ไปสร้างเมืองบ้านเมืองต่าง ๆ ดังนี้

                                ๑. ขุนลอ หรือ ขุนซวา บุตรคนโต ให้ไปเมืองเชียงดงเชียงทอง จากตำนานพื้นขุนบรมนี้จึงถือได้ว่าขุนลอเป็นปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านช้าง ปกครองเมือง "ซวา" (ออกเสียงตามคำลาว)  หรือเมืองหลวงพระบาง ตำนานว่าเดิมนั้นเมืองซวาเป็นถิ่นของ "ข้ากันฮาง" ขุนลอสู้รบได้ชัยชนะขับไล่ข้ากันฮางไปอยู่ภูเลาภูคา
                                ๒.ขุนยี่ผาลาน ไปสร้างเมืองต้าหอ หรือเมืองหอแตก หรือหอแต
                                ๓.ขุนสามจุสง ไปสร้างเมืองจุฬนี คือแคว้นหัวพันทั้งห้าทั้งหกในปัจจุบัน พงศาวดารล้านช้างกล่าวว่าขุนสามจุสงไปสร้างเมืองบัวชุม หรือญววนแกวแคว้นตังเกี๋ย
                                ๔.ขุนไสพง  ไปสร้างเมืองยวนโยนกนาคนคร หรือเมืองเชียงแสน
                                ๕.ขุนงั่วอิน  ไปสร้างเมืองอโยธยา
                                ๖.ขุนลกกลม ไปสร้างเมืองคำเกิด หรือเมืองภูเหิด บ้างว่าเมืองเชียงคาม ปัจจุบันอยู่ลาวใต้
                                ๗.ขุนเจ็ดเจิง หรือ เจ็ดเจือง ไปสร้างเมืองเชียงขวาง หรือเมืองพวน

                สาระนี้จะจริงหรือไม่อย่างไรแม้จะไม่สามารถหาข้อสรุปได้ในขณะนี้ แต่อย่างน้อยร่องรอยที่ปรากฏในตำนานนั้นทำให้เราทราบว่า กลุ่มชนเผ่าต่าง ๆ ที่เข้ามาในดินแดนอุษาคเนย์นั้นมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติ

                ลำดับเรื่องราวการปกครองในดินแดนหลวงพระบางต่อจากขุนลอปรากฎผู้ปกครองอีก ๒๖ องค์ แบ่งเป็นผู้มีคำนำหน้าว่า "ขุน" ๑๖ องค์ "ท้าว" ๖ องค์ และ "พญา" ๔ องค์ตามลำดับ ในยุคของพญานั้น เริ่มมีการระบุศักราช คือปีพ.ศ.๑๘๑๔ พญาลัง  ขึ้นครองราชย์เป็นพญาองค์แรก  ดังนั้น ปี ๑๘๑๔ นี้จึงเป็นศักราชที่เก่าที่สุดที่สามารถสืบไปถึงตามที่ระบุไว้ในตำนาน อย่างไรก็ตามการระบุศักราชดังกล่าวเป็นการระบุในพงศาวดารเมืองหลวงพระบางที่เรียบเรียงขึ้นสมัยรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

                ตำนานปรัมปราได้คลี่คลายกลิ่นอายของอภินิหารลงเมื่อถึงสมัยพระเจ้าฟ้างุ้ม ซึ่งขึ้นครองราชย์เมื่อปี พ.ศ. ๑๘๙๖-๑๙๑๖  เนื่องจากปรากฏรายละเอียดต่าง ๆ มากขึ้น

                เอกสารจีนที่เรียบเรียงขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๑๘๐๘ ชื่อ  ji-gu-dian-shuo ซึ่งบันทึกเรื่องราวยูนานโบราณ ได้ระบุถึงเมือง "Zhua-guo" คำว่า guo หมายถึงเมือง ส่วนคำว่า Zhua นั้นชาวจีนน่าจะจดบันทึกตามเสียง "ซวา" หลักฐานนี้ช่วยยืนยันถึงความสำคัญของเมืองซวาในอดีตว่าเมืองซวาที่ได้รับการยอมรับจากจีน  นอกจากนี้การยอมรับของสุโขทัยตามที่ปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ ๑ สมัยพ่อขุนรามคำแหงที่ว่า เขตแดนทางทิศเหนือไปถึงแม่น้ำโขง และเมืองซวา ล้วนเป็นหลักฐานการยอมรับความเป็นรัฐของ "อาณาจักรล้านช้าง" ที่มีตั้งแต่ต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๘ หรือก่อนปีที่พระเจ้าฟ้างุ้มขึ้นครองราชแล้ว

                ตั้งแต่สมัยพระเจ้าฟ้างุ้ม อารยธรรมของอาณาจักรล้านช้างได้แผ่ขยายเข้ามาในดินแดนสองฝั่งแม่น้ำโขง โดยเฉพาะในดินแดนภาคอีสาน และรวมก่อตัวเป็นอารยธรรมลุ่มน้ำโขง ถือได้ว่าเป็นการเริ่มต้นประวัติศาสตร์อีสาน - ล้านช้าง

 

ประวัติศาสตร์อีสาน - ล้านช้าง

                จากพื้นประวัติศาสตร์ที่นำเสนอข้างต้น จึงพอจะอนุมานได้ว่า การเริ่มต้นของ อีสาน - ล้านช้าง น่าจะเริ่มจากรัชสมัยพระเจ้าฟ้างุ้ม หรือประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ซึ่งเป็นยุคที่อาณาจักรล้านช้างมีอิทธิพลครอบคลุมลงมาถึงดินแดนอีสน

                เขตแดนระหว่างล้านช้างกับอยุธยานั้นปรากฏในเอกสารของลาลูแบร์ราชทูตฝรั่งเศสที่มาเข้าเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์ฯ (พ.ศ. ๒๑๙๙ - ๒๒๓๑) ณ กรุงศรีอยุธยา ระบุว่า เมืองนครราชสีมา "เป็นเมืองชายแดนที่อยู่ติดพรมแดนลาว" แสดงว่าอาณาเขตของล้านช้างอยู่ลึกมาถึงเมืองนครราชสีมา นอกจากนี้ ใน"นิราศหนองคาย" บองนายทิม สุขยางค์ ระบุว่าเมื่อพ้นเมืองพิมายออกไปถึงลำสะแทกนั้นเป็นเขตเมืองลาว  ดังนี้

                                                                                                ก็เสร็จข้ามแม่น้ำลำสะแทก
                                                                                  เป็นลำแยกจากมูลศูนย์กระแส
                                                                                  สิ้นเขตแดนพิมายเมืองชำเลืองแล
                                                                                  เข้าแขวงแควเมืองลาวชาวอรัญ